บทที่ 4 เจอกันอีกครั้ง II

“พี่ขอยืนยันคำเดิม ว่าอิงต้องทำงานกับพี่ให้ครบปี หนี้ที่ยืมไปถึงจะกลายเป็นศูนย์”

“ก็ได้ค่ะ” คนตัวเล็กพยักหน้ารับ ไม่ยอมสบตา “เพราะไม่ว่ายังไง อิงก็ไม่เคยเถียงชนะคุณโอบอยู่แล้ว”

เธอตัดบทพร้อมกับเดินมาใกล้ เปิดเอกสารหน้าถัดไปเพื่อให้ตรวจสอบและเซ็นชื่อตัวเองลงไป แทนที่การตั้งคำถามใหม่ จากคนที่พยายามถามไถ่เรื่องส่วนตัวของเธอตลอดมา

“กรุณาตรวจสอบเอกสารก่อนเถอะค่ะ อิงต้องไปทำงานต่อ”

“จะรีบไปไหนนักหนา”

“ใกล้จะถึงเวลาเลิกงานแล้วค่ะ”

“คงมีนัดต่อสินะ ถึงได้รีบร้อนนัก”

นัยน์ตากลมโตของหญิงสาวไหววูบ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ตอบรับอะไรออกมา นอกจากยืนนิ่งจนโอบนิธิเริ่มหงุดหงิดอีกรอบ

เธอจงใจเว้นระยะห่างจนเขาเอื้อมไม่ถึง จงใจห่างทั้งที่รู้เต็มอกว่าหัวใจของเขายังคงภักดีแค่เพียงเธอ

“พี่ถาม...ไม่ได้ยินเหรออิง?”

“ได้ยินค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะตอบยังไง เพราะอิงไม่ได้นัดใครไว้”

“ถ้าไม่ได้นัดอย่างที่พูด ทำไมถึงรีบกลับบ้านทุกวัน?”

“แม่อยู่บ้านคนเดียว จะให้อิงเถลไถลได้ยังไงคะ”

คนตัวเล็กพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ไม่ยอมเงยหน้าสบตากับเขา เพียงเพราะกลัวว่าความรู้สึกข้างในจะกระเพื่อมไหวมากไปกว่าที่เป็นอยู่

เรื่องของเธอและเขาผ่านมานานเกินกว่าจะหวนกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้ และเธอ...ก็ไม่ปรารถนาจะให้หัวใจของตัวเองต้องเจ็บอีกเป็นครั้งที่สอง แม้ว่าเขา...จะไม่ได้ทำผิดต่อเธอก็ตาม

เพียงแต่กลัวว่าปัญหาเก่าๆ จะกลับมา กลัวว่าใครคนนั้นจะล่วงรู้ ว่าเธอเดินกลับเข้ามาในชีวิตของโอบนิธิอีกครั้ง

“แม่ยังรับจ้างเย็บผ้าอยู่เหมือนเดิมใช่ไหม?”

เสียงของเขาเรียกสติคนตัวเล็กกว่าให้หวนกลับมา หญิงสาวจึงส่ายหน้าไปมาเบาๆ พร้อมกับพูดต่อ

“ไม่ได้ทำค่ะ ตาแม่ไม่ค่อยดี และอิงก็ไม่อยากให้แม่เหนื่อย”

“สบายดีหรือเปล่า เจอกันตอนปีใหม่เห็นบอกว่าเจ็บหัวเข่า”

คนฟังพยักหน้ารับ ไม่คิดว่าเขาจะจำรายละเอียดพวกนี้ได้ ทั้งที่เวลานั้นความสัมพันธ์ของเธอและเขาก็ไม่ได้ราบรื่นนัก

ไม่ราบรื่น...เพราะเธอพยายามห่าง ส่วนเขาเองก็งานยุ่งจนแทบไม่มีเวลานึกถึงสิ่งใด ในเมื่อใครบางคนจงใจทำให้โอบนิธิยุ่ง ก็คงไม่เปิดโอกาสให้เขาได้คิดถึงหรือแม้แต่มีเวลาโทรหาเธอเหมือนอย่างเคย

และตอนนั้น...พวกเขาก็ทำสำเร็จเสียด้วย!

“อาการเจ็บเข่าดีขึ้นมากแล้วค่ะ แต่ก็ไม่อยากให้เดินไปไหนมาไหนมากนัก อิงกลัวว่าแม่จะล้ม”

“แม่ไม่ถามถึงพี่บ้างหรือไง?”

“ไม่ได้ถามถึงค่ะ”

“แล้วแม่รู้ไหมว่าอิงต้องมาทำงานกับพี่”

“อิงไม่ได้บอกค่ะ”

“ถามจริง?”

หนุ่มลูกครึ่งรูปร่างสูงโปร่ง เจ้าของเรือนผมประกายทองเอ่ยถามราวกับไม่อยากจะเชื่อในคำกล่าวนั้น อย่างอิงดาวน่ะเหรอ...จะไม่พูดเรื่องนี้ให้มารดาฟัง

ใช่ว่าเขาอยากสบประมาทเธอ เพียงแต่รู้จักเธอดีจนจับพิรุธคำโกหกได้ เขาไม่มีทางเชื่อ...ว่ามารดาเธอจะไม่รู้เรื่องนี้

จึงตัดสินใจลุกจากเก้าอี้ตัวใหญ่ ก่อนจะเดินอ้อมมาหยุดอยู่ตรงหน้าอิงดาว มองเธอให้เต็มตาอย่างที่อยากมอง เพราะน้อยครั้งนักที่เธอจะยอมให้เขามองแบบนี้

ยอม...เพราะเงื่อนไขที่เขาบีบบังคับให้เธอทำทั้งที่ไม่เต็มใจ

“อิง...”

“อิงว่าคุณโอบรีบตรวจเอกสารเถอะค่ะ ถ้าช้ามากกว่านี้พี่ตรีจะรอนาน เดี๋ยวอิงจะถูกบ่นว่าทำงานไม่เรียบร้อยเหมือนครั้งก่อนอีก”

“ไม่บอกเขาไปล่ะว่าเป็นเมียเจ้านาย ไม่มีใครมีสิทธิ์มาด่าได้ทั้งนั้น หรือไม่...อิงก็ควรบอกพี่เวลาที่มีคนพูดไม่ดีใส่”

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เมื่อตลอดเวลาที่อิงดาวเข้ามาทำงานที่นี่ในฐานะผู้ช่วยเลขา เขาก็มักแสดงออกให้คนอื่นเห็นอยู่เสมอ ว่าเธอคือคนพิเศษ...พิเศษสำหรับเขา!

เรื่องราวซุบซิบนินทาจึงแว่วมาให้ได้ยินไม่ได้ขาด แต่เป็นเขาที่จงใจไม่แก้ข่าวอะไร ในเมื่อสุดท้าย...เขาก็ต้องประกาศออกไปอยู่ดี ว่าอิงดาวสำคัญกับเขาอย่างไร

“อิงควรใช้อำนาจที่มีให้คุ้มค่าบ้างนะ”

“ไม่ค่ะ อิงเป็นแค่พนักงาน ไม่ได้มีอำนาจอะไรทั้งนั้น”

“มีผัวเป็นถึงรองกรรมการ จะเรียกว่าไม่มีอำนาจก็คงไม่ได้”

“เราไม่ได้เป็นอะไรกัน เรื่องของเรามันจบไปนานแล้วค่ะ”

“มันไม่เคยจบ!”

ชายหนุ่มไม่สบอารมณ์นัก ยามที่เห็นเธอทำตัวห่างเหินใส่ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะบังคับหรือต้องทำอย่างไร เธอถึงจะยอมกลับมาเป็นอิงดาวคนเดิมของเขา

เพราะเท่าที่บังคับให้ทำอยู่ในเวลานี้ เธอก็คงฝืนใจตัวเองมากเกินพอแล้ว ในแต่ละวันสีหน้าของเธอไม่เคยมีรอยยิ้มประดับ และหลายต่อหลายครั้งก็ดูเหมือนคนอมทุกข์เสียจนเขาแทบทนมองไม่ไหว

เคยแอบตามเธอไปถึงที่บ้านแค่ก็ไม่พบถึงความผิดปกติใด จึงไม่กล้าปักใจว่าความเครียดที่มี มาจากภาวะแวดล้อมไหนกันแน่

เธอไม่สบายใจเพราะอยู่ใกล้เขา นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่พอเดาได้ แต่กลับไม่เข้าใจ ว่าหากอิงดาวไม่สบายใจอย่างที่เขาคิด ทำไมสายตาของเธอก็ยังเต็มไปด้วยความรักเหมือนครั้งที่ยังรักกันหวานชื่น

ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่เขาพยายามถามหาสาเหตุ แต่สุดท้ายอิงดาวก็ไม่ยอมพูดอะไรออกมาดังเดิม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป